Starting Up

ไม่ต้องย้อนกลับไปไกล ลำพังแค่ 4-5 ปีที่แล้ว คำว่า ‘สตาร์ทอัพ’  ฟังดูเป็นคำศัพท์ที่หลายคนเกาหัว เหมือนคำกริยาหรือสสารบางอย่างที่ไม่เชื่อมโยงใดๆ กับการทำธุรกิจหรือวิชาชีพ

ก็จริงแหละครับ ใครจะไปคิดว่าแค่ไม่กี่ปี คำคำนี้ได้เข้ามาเปลี่ยนความรับรู้เกี่ยวกับอาชีพใหม่หมด และกลายมาเป็นคำต่อท้าย ‘อาชีพในฝัน’ ของคนรุ่นใหม่ ค่าที่มันใช้เทคโนโลยีมาปฏิวัติแทบทุกวงการอย่างถ้วนทั่ว ไม่ว่าจะเป็นแวดวงธุรกิจ ความบันเทิง การท่องเที่ยว ขนส่งมวลชน ไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงอาหารการกิน หรือกระทั่งความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกันซึ่งก็ปฏิวัติไปในทางที่ดีเสียด้วย

ลองนึกดู จู่ๆ คุณก็สามารถเรียกใครสักคนบนท้องถนนให้ขับรถมารับโดยไม่ต้องโบกรถหรือแม้แต่ยกหูโทรศัพท์ (แค่ปัดหน้าจอมือถือไปหาแอปพลิเคชั่น Grab) จู่ๆ คุณก็ได้ไปอาศัยอยู่ในบ้านของคนแปลกหน้าสักคนที่อาจมีไลฟ์สไตล์คล้ายกับคุณในต่างประเทศเป็นการชั่วคราว (แค่เฟ้นหาบ้านที่ใช่ในแอปพลิเคชั่น AirBNB แล้วกดจองบ้านพัก) หรือคุณไม่ต้องตั้งกระทู้ในพันทิปเพื่อถามหาว่าถ้าจะไปจังหวัดนี้ ร้านอาหารไหนอร่อยอีกต่อไป (เข้าแอปพลิเคชั่น Wongnai เขาก็คัดร้านเด็ดมาให้คุณเป็นตับ) ฯลฯ

เหล่านี้เป็นเพียงส่วนเสี้ยวของดอกผลแห่งธุรกิจ ‘สตาร์ทอัพ’ ธุรกิจที่ขับเคลื่อนโดยคนรุ่นใหม่ที่มีมุมมองสุดล้ำ กระหายใคร่รู้ต่อนวัตกรรม และมีความฝันจะใช้ความคิดสร้างสรรค์ขับเคลื่อนโลก

แต่นั่นล่ะ หลายคนอาจคิดว่าเทรนด์ของสตาร์ทอัพเพิ่งเกิดขึ้นมาเพียงไม่กี่ปีมานี้อย่างที่เกริ่นไว้ หากความเป็นจริงแล้วในบ้านเราเคยมีธุรกิจที่มีจุดเริ่มต้นแบบสตาร์ทอัพ และขับเคลื่อนโดยหนุ่มสาวหัวก้าวหน้ามาตั้งแต่เมื่อ 50 ปีที่แล้ว

 ฟังดูนานมาก แต่ก็ใช่ครับ นั่นคือปี พ.ศ. 2512…

BE.2512

  • ปี พ.ศ. 2512 ตรงกับปี ค.ศ. 1969 มาดูกันว่าในขวบปีนั้น เกิดอะไรขึ้นบนโลกบ้าง…
  • เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2512 เครื่องบินคองคอร์ดที่มีความเร็วเหนือเสียงขึ้นบินทดสอบเป็นครั้งแรกของโลกที่ประเทศฝรั่งเศส
  • เดือนเมษายน พ.ศ. 2512 กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาสร้างสรรค์เครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นครั้งแรกของโลกชื่อว่า ARPRANET อันเป็นที่มาของอินเตอร์เน็ตในปัจจุบัน
  • เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2512 นีล อาร์มสตรอง เป็นมนุษย์คนแรกของโลกที่สามารถขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์เป็นผลสำเร็จ
  • ย้อนกลับมายังประเทศไทย นั่นคือปีของการก่อตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เป็นปีเดียวกับที่คนไทยมีโอกาสได้ดูโทรทัศน์สีเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ในปีถัดมา

ครับ… ลำพังแค่โทรทัศน์เราเพิ่งจะมีสีสัน ไม่ต้องพูดถึงคอมพิวเตอร์หรือเครือข่ายอินเตอร์เน็ต สิ่งที่เป็นรากฐานของธุรกิจสตาร์ทอัพทุกวันนี้เลย  ทีนี้จินตนาการยากเลยใช่ไหมว่าธุรกิจสตาร์ทอัพในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2512 จะเกิดขึ้นได้ยังไงกัน?

The Founder

พักเรื่องเทคโนโลยีไว้ก่อน มาดูอีกปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดสตาร์ทอัพ นั่นคือ ‘เงินทุน’ ในการตั้งตัว นั่นล่ะครับ แล้วหากคุณมีชีวิตอยู่ในปี พ.ศ. 2512 และต้องการเงินมาลงทุนทำอะไรสักอย่าง คุณจะทำอย่างไร?

ทางเลือกที่ง่ายที่สุดคือเดินไปธนาคารเพื่อขอกู้เงินมาลงทุน แต่แม้จะเป็นทางเลือกที่ง่ายที่สุดแล้ว การจะได้เงินมาลงทุนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะบริการของธนาคารในยุคนั้นมีเพียงรับฝาก ถอน และกู้ แค่นั่น บริการอย่างบัตรเครดิต สินเชื่อ หรือเปิดพอร์ตลงทุนในตลาดหุ้นนั้นยังไม่มีใครรู้จัก หนำซ้ำ ก็ใช่ว่าใครจะมากู้ธนาคารเอาเงินออกไปใช้ง่ายๆ อีก เพราะยุคนั้นคนที่กู้ได้เห็นจะมีแต่ระดับเจ้าสัวหรือทายาทเศรษฐีเท่านั้น คนรุ่นใหม่ไฟแรงแต่ฐานะหรือนามสกุลไม่แรงก็ต่างหมดสิทธิ์

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าตื่นใจพอๆ กับที่เราได้เห็นโทรทัศน์สีเป็นครั้งแรก คือปีดังกล่าวคือปีที่เศรษฐกิจไทยกำลังกระเตื้อง บ้านเมืองของเรากำลังก้าวไปสู่ความเป็น ‘ประเทศพัฒนา’ ก่อให้เกิดความต้องการใช้เงินลงทุนสูงมาก แต่เพราะช่องทางหาเงินทุนตั้งต้นช่างคับแคบเสียอย่างนี้ นั่นทำให้ Bankers Trust ธนาคารยักษ์ใหญ่อันดับ 5 ของสหรัฐอเมริกา (ในขณะนั้น) มองเห็นช่องทางโอกาสที่จะมาสร้างธุรกรรมใหม่ๆ ที่เมืองไทยขาดอยู่

นั่นคือ Investment Bank หรือธนาคารเพื่อการลงทุน

กล่าวได้ว่า Investment Bank เป็นนวัตกรรมที่มอบโอกาสทางการเงินแก่ใครหลายคนก็ว่าได้ เพราะมาพร้อมแพ็คเกจอันใหม่สดและหลากหลาย เช่น ระดมเงินทุน ซื้อขายหลักทรัพย์ ช่วยทำธุรกรรมการซื้อหรือควบรวมกิจการ ปรับโครงสร้างหนี้ จัดอันดับความน่าเชื่อถือ ฯลฯ เรียกได้ว่าออกแบบมาตอบโจทย์นักลงทุน จนธนาคารพาณิชย์เจ้าอื่นๆ ในเมืองไทยต้องปรับตัวตามในเวลาต่อมา

ก่อนหน้า Investment Bank จะเป็นที่รู้จักในบ้านเรา Bankers Trust ก็เคยลงทุนทำบริษัทแบบนี้มาแล้วที่ประเทศฟิลิปินส์ โดยใช้ชื่อว่า Bancom ซึ่งได้รับผลตอบรับอย่างดี จึงริมารุกตลาดในประเทศไทยกับเขาดูบ้าง

เริ่มต้นจาก Bankers Trust สู่ Bancom และมาจบที่ธนาคารกสิกรไทยของประเทศไทย ทั้งสามยักษ์ใหญ่ ก่อตั้งบริษัท ค้าหลักทรัพย์และลงทุน จำกัด หรือ Thai Investment and Securities Company Limited เรียกย่อๆ ว่า TISCO (แบ่งสัดส่วนหุ้นเป็น Bankers Trust ถือหุ้น 60% Bancom และธนาคารกสิกรไทย ถือหุ้นอีกบริษัทละ 20%)

อ่านถึงตรงนี้ หลายคนอาจสงสัยว่านี่เป็นสตาร์ทอัพตรงไหน มีทั้งนายทุนใหญ่จากต่างชาติ ทั้งยังร่วมทุนกับบริษัทใหญ่ของเมืองไทยด้วยอีก ไม่เหมือนภาพของสตาร์ทอัพปัจจุบันที่เราคุ้นเคยเลย แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าลองมองกันดีๆ สิ่งที่กล่าวได้ว่า TISCO คือสตาร์ทอัพแห่งปี พ.ศ. 2512 ก็คือสายตาที่มองหา ‘โอกาส’ ที่ใครหลายคนมองไม่เห็น และ ‘โอกาส’ ดังกล่าวก็ได้ ‘ปฏิวัติ’ ธุรกรรมทางการเงินของประเทศไทย เผยให้เห็นอนาคตของการลงทุนที่สดใหม่ต่อเนื่องมาถึงครึ่งศตวรรษ

และอีกประเด็นที่ขาดไม่ได้ก็คือ ‘คน’ ผู้เป็นกำลังขับเคลื่อนให้โอกาสและอนาคตนั้นกลายเป็นความจริง

The Crew

ขณะที่ทั่วโลกตื่นเต้นกับการที่นีล อาร์มสตรอง โดยสารอพอลโล 11 ขึ้นไปเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์ ในปี พ.ศ. 2512 Thai Investment and Securities Company Limited หรือ TISCO ก็เกิดขึ้นจากคนกลุ่มเล็กๆ ในประเทศไทย

แม้จะเริ่มจากคณะผู้บริหารธนาคารชาวต่างชาติ แต่สิ่งแรกที่พวกเขาทำก็คือการรวบรวมคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถมาสานต่อกิจการในประเทศไทย

ชุมพล ณ ลำเลียง คือชายหนุ่มคนแรกที่บอร์ด TISCO ชักชวนมาให้ก่อตั้งทีมพนักงานเลือดใหม่

ชุมพล จบการศึกษาจากสหรัฐอเมริกา และเคยทำงานที่ World Bank ปี พ.ศ. 2512 เขามีอายุเพียง 24 ปี หากวิสัยทัศน์ทางด้านธุรกิจ รวมถึงโลกทัศน์ทางสังคมและผู้คน กลับไปไกลเกินอายุ TISCO จึงชวนเขามาเป็นหัวหน้าทีม

เช่นเดียวกับที่ TISCO เลือกเขา ชุมพลเฟ้นหาเฉพาะนักเรียน MBA ชาวไทยที่จบการศึกษาจากต่างประเทศ   (เพราะต้องใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารในการทำงานกับชาวต่างชาติเป็นหลัก) โดยเขาพยายามคัดเลือกจากมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก เพื่อจะได้มั่นใจว่าจะได้นักเรียนระดับหัวกะทิมาเป็นพนักงาน

ส่วนวิธีการชักชวนของชุมพลก็เรียกได้ว่าไม่เหมือนใคร อย่างตอนที่ชุมพลชวน ศิวะพร ทรรทรานนท์ (ซึ่งต่อมาดำรงตำแหน่งกรรมการอำนวยการของ TISCO) มาทำงานนั้น เขาใช้วิธีเขียนจดหมายไปบอกกล่าวศิวะพรที่ขณะนั้นกำลังเรียนอยู่ในสหรัฐอเมริกา ว่า Bankers Trust กำลังจะตั้ง Investment Bank ในเมืองไทย แล้วจึงขอนัดสัมภาษณ์ ซึ่งศิวะพรเล่าว่าชุมพลให้ไปรอที่บ้านคนรู้จักในวอชิงตัน ดีซี เพราะยุคนั้นยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ

เมื่อถึงเวลานัด ศิวะพรก็ได้พบกับชายหน้าตี๋คนหนึ่งขับรถ MG เปิดประทุนเข้ามา พร้อมฮัมเพลง A Hard Day’s Night ของ The Beatles ไปด้วย ศิวะพรก็กระโดดขึ้นรถไปนั่งคุยกันที่ร้านอาหารจีน กินไป คุยไป สัมภาษณ์ไป พอรับประทานอาหารเสร็จชุมพลก็รับเข้าทำงานทันที (โดยศิวะพรขอเวลา 1 ปี ไปเรียนให้จบก่อน)

วันที่ 28 มีนาคม ปี พ.ศ. 2512 TISCO เปิดดำเนินงานพร้อมพนักงานหนุ่มสาวรุ่นใหม่เพียง 30 กว่าคน

แม้จะมีคณะผู้บริหารชาวต่างชาตินั่งเป็นหัวขบวน หากคนขับเคลื่อนองค์กรที่แท้จริงคือพนักงานชุดบุกเบิกสามสิบกว่าชีวิตเหล่านี้ บริการหลายประเภทที่นำเข้ามาจากเมืองนอกก็ต้องผ่านการศึกษาอย่างละเอียดจากพนักงานชาวไทย ว่าเหมาะสมกับคนไทยหรือไม่   โดยพนักงานหลายคนต้องอ่านประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จนขึ้นใจ เพื่อไม่ให้มีปัญหาทางกฎหมายภายหลัง พร้อมกันนั้นยังต้องหากุญแจสำคัญของธุรกิจนี้ให้เจอ

กุญแจที่ว่าคือการจับคู่ผู้ที่ต้องการออมเงินกับผู้ที่ต้องการใช้เงินมาเจอกัน เพื่อสร้างสมดุล

 

The Brand New Choice

การสร้างสมดุลระหว่างผู้ที่ต้องการออมเงิน กับผู้ที่ต้องการใช้เงินที่กลุ่มพนักงานรุ่นบุกเบิกของ TISCO ได้ก่อร่างไว้ ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์และทางเลือกใหม่ๆ แก่ ลูกค้า  โดยไม่ต้องยึดตามขนบของการธนาคารแบบเดิมๆ เสมอไป และนี่คือก้าวย่างที่ทำให้ TISCO แตกต่าง

ตัวอย่างเช่น การปล่อยสินเชื่อระยะสั้นที่ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ไม่ยอมปล่อยให้กับบุคคลทั่วไป เพราะมองว่าเป็นธุรกรรมที่ไม่คุ้มค่า เช่นเดียวกับการฝากเงินที่ต้องฝากระยะเวลานานๆ จึงจะได้ดอกเบี้ย  หาก TISCO มองเห็นโอกาสนี้ จึงออกบริการรับฝากเงินที่มีระยะสั้นเพียง 3 วัน 7 วัน หรือ 1 เดือน ในรูปแบบของ ‘ตั๋วสัญญาใช้เงิน’ (เพื่อเลี่ยงข้อกฎหมายที่อนุญาตให้เฉพาะธนาคารพาณิชย์เท่านั้นทำธุรกรรมรับฝากเงินจากประชาชนได้) โดยระดมเงินฝากจากลูกค้า  หรือบริษัทนิติบุคคลที่มีเงินเหลือใช้ ไปให้ธุรกิจที่ต้องการกู้เงินเอาไปลงทุน

แต่ปัญหาตั้งต้น คือ คนไทยไม่รู้จักผลิตภัณฑ์การเงินแบบนี้มาก่อน ทำให้ TISCO ต้องหาวิธีดึงลูกค้าให้เข้ามาทดลองใช้ ด้วยการให้ดอกเบี้ยที่ดีกว่าเงินฝากธนาคาร  เช่น หากคุณฝากเงินกับธนาคาร ยุคนั้นอาจได้ดอกเบี้ยปีละ 6% แต่ TISCO ให้ผลตอบแทนถึง 8%

จากนั้น TISCO จึงนำเงินก้อนนี้ไปปล่อยกู้ต่อให้ธุรกิจที่ต้องการเงินลงทุน โดยคิดดอกเบี้ย 10% ซึ่งถูกกว่าดอกเบี้ยธนาคารพาณิชย์ที่ปล่อยสูงถึง 12%   TISCO เองก็มีรายได้จากส่วนต่าง 2% นั้น คนอยากออมเงินก็ได้ดอกเบี้ยที่สูงกว่า คนอยากได้เงินทุนก็เสียดอกเบี้ยที่ถูกว่า TISCO เองก็มีรายได้เข้าบริษัท

นี่จึงเป็นช่องว่างของโอกาสที่ไม่ใช่ทุกคนจะมองเห็น

ด้วยนวัตกรรมทางการเงินที่ฉีกกรอบเดิมๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ทำให้ TISCO กลายเป็นบริษัทของคนรุ่นใหม่ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว  และต่อจากจุดนี้ บริษัทสตาร์ทอัพแห่งปี พ.ศ. 2512 บริษัทนี้ก็ทยอยผลิตบริการทางการเงินใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีสถาบันทางการเงินใดในไทยทำมาก่อนอีกมาก เช่น ดัชนีคำนวณราคาหุ้นตัวแรก (ก่อนการก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 5 ปี) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ  สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สินเชื่อมอเตอร์ไซค์ ฯลฯ

ครับ, ฟังดูเฉยๆ เพราะดูเป็นบริการที่พบเห็นทั่วไปในปัจจุบัน แต่ลองคิดดู ในช่วงเวลา 50 ปีที่แล้ว ทั้งหมดล้วนไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่จะมีคนเห็นโอกาสในการสร้างสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นในวงการการเงินไทย

และนี่คือเรื่องราวของนักการธนาคารรุ่นใหม่ชาวไทยจำนวนสามสิบกว่าชีวิต—กลุ่มนักบุกเบิกธุรกิจสตาร์ทอัพผู้มาก่อนกาล      

ล้อมกรอบ

จากจำนวนพนักงานเริ่มต้นเพียง 30 คนในปี 2512 ผ่านมา 50 ปี ปัจจุบันทิสโก้มีพนักงานในบริษัทถึง 4,579 คน (ข้อมูลเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2560)